ทองดำดูหนัง #29 Hope (2026) Directed by Na-Hong Jin ความหวังของคนต่างแดน
โฮป ฮาร์เปอร์ หมู่บ้านเล็ก ๆ แสนสงบห่างไกลผู้คน ล้อมรอบด้วยทะเลสาบและอยู่ติดชายแดนเกาหลีเหนือ จู่ ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น เมื่อมีวัวตายอย่างปริศนาในสภาพไส้ทะลัก บอมซอก นายตำรวจใหญ่ผู้เข้ามาเห็นเหตุการณ์ ทึกทักเอาว่าคงเป็นเสือสักตัวจากบนภูเขาลงมากินวัว โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าภัยคุกคามร้ายแรงได้คืบคลานเข้ามาในหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว ทำให้บอมซอกและซองแอ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นอีกคน ต้องร่วมมือกับซองกี พรานหนุ่มคาวบอยเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามในครั้งนี้
หนังเปิดเรื่องด้วยความดุดัน เสียงปืนดังสนั่นและความวุ่นวายที่แพร่กระจายไปทั่วพื้นที่ จนทำเอาเราหลั่งอะดรีนาลีนตาม แม้ช่วงแรกจะยังไม่เห็นว่า “ภัยคุกคาม” คืออะไร แต่ภาพชาวบ้านถือปืนออกล่ากันอย่างสนุกมือ ท่ามกลางป้ายเตือนให้ระวังสายลับต่างแดน ก็ชวนให้คิดว่าหนังกำลังจะเล่นประเด็น "คนนอก" และความระแวงหนอนบ่อนไส้ ซึ่งเป็นลายเซ็นที่นาฮงจินเคยทำไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมใน The Wailing
ทว่าภัยคุกคามที่แท้จริงกลับกลายเป็น “เอเลี่ยน” แถมยังยกกันมาทั้งครอบครัวพร้อมทิ้งยานสีดำลำยักษ์ไว้หลังหุบเขา ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นจุดโหว่สำคัญ เพราะหนังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนเลยว่าพวกมันมาทำอะไรกันแน่ แม้จะพยายามเล่าฉากเอาชีวิตรอดและการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับเอเลี่ยน แต่ก็ทำได้เพียงแค่ผิวเผินบนยอดภูเขาน้ำแข็งแห่งความสนุกเท่านั้น
จริงอยู่ว่าเอเลี่ยนคือสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่เหมาะเจาะกับการเป็นตัวแทนของ "ความเป็นคนนอก" แต่แก่นตรงนี้กลับถูกเล่าออกมาได้ไม่หนักแน่นพอที่จะทำให้เราเชื่อว่านี่เป็นหนังที่ลึกซึ้งกว่าแค่ "มนุษย์ล่าเอเลี่ยน" หรือ "เอเลี่ยนยึดพื้นที่" สิ่งที่นาฮงจินพยายามนำเสนอใน Hope จึงยังไปไม่สุด แม้ในเรื่องจะมีบทสนทนาของเอเลี่ยนที่พูดว่า หมู่บ้านแห่งนี้อาจเป็นความหวังและความฝันใหม่ของพวกเรา หลังจากยานจักรพรรดิล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา ซึ่งดูเหมือนจะเริ่มเข้าทางประเด็นคนต่างด้าวไร้บ้าน แต่มันก็ยังดูเบาบางเกินไปมากอยู่ดี
นอกจากนี้ บทหนังยังจับต้นชนปลายยากมีปริศนาค้างคาตอนจบเรื่องสถานะ ความสัมพันธ์ของเหล่าเอเลี่ยนและเจ้าชายที่ถูกจับตัวไป รวมถึงงาน CGI ของตัวเอเลี่ยนที่ดูลอยเกินคาดเมื่อเทียบกับทุนสร้างมหาศาล แถมรูปลักษณ์ของเอเลี่ยนแต่ละตัวยังแตกต่างกันจนทองดำเองยังไม่แน่ใจว่าพวกมันเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันจริง ๆ หรือไม่ ยิ่งประกอบกับความยาวของหนังที่ลากยาวถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที แต่การเล่าเรื่องกลับไม่ได้ขยับไปไหนไกล ก็ยิ่งทำให้รู้สึกอืดเข้าไปอีก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงแค่ภาคแรกของหนังชุดนี้เท่านั้น นาฮงจินยังมีแผนที่จะสร้างภาคต่อออกไปอีก โดยภาคหน้าจะเน้นเล่าผ่านมุมมองของฝั่งเอเลี่ยน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะได้เห็นมิติของ "ความเป็นคนนอก" และ "คนต่างถิ่น" ที่ต้องระหกระเหินหาบ้านใหม่ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ในแง่ของความสนุกและความเดือด ทองดำยกให้องก์แรกเป็นส่วนที่ประทับใจที่สุด ส่วนองก์ที่สองและสามถือว่าเฉย ๆ มากสำหรับเรา
สุดท้ายนี้ เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่า Hope จะไปต่อที่ตรงไหน และความยิ่งใหญ่ที่นาฮงจินตั้งใจจะสร้างให้เป็นหนังมหากาพย์นั้นจะเทียบเท่ากับฮอลลีวูดได้หรือไม่ เพราะด้วยทุนสร้างอันยักษ์ใหญ่บวกกับแรงบันดาลใจจากผู้กำกับชื่อดังอย่าง สตีเฟน สปีลเบิร์ก ทำให้หนังเรื่องนี้ยังคงเป็นโปรเจกต์ที่ต้องติดตามกันยาว ๆ ค่ะ
ความคิดเห็น