ทองดำดูหนัง #24 โรงแรมนรก (1957) หนังไทย slapstick ชวนตลกร้าย


ทองดำกลับมาแล้วค่ะหลังจากห่างหายจากการเขียนวิเคราะห์ วิจารณ์หนังไปเสียนาน TT-TT ทองดำวุ่นมากเลยค่ะแถมยังป่วยตลอดอีก สัญญาว่าจะดันหลังตัวเองให้เขียนบ่อยๆนะคะ~~~ รอบนี้เป็นภาพยนตร์ไทยสุคดคลาสสิคจากผู้กำกับดังอย่าง คุณ รัตน์ เปสตันยี 

เรื่องราวของผู้คนที่แวะเวียนมาใช้บริการและพักผ่อนหย่อนใจ ณ “โรงแรมสวรรค์” โรงแรมชนบทเล็กๆ ที่มีห้องพักเพียงห้องเดียว พร้อมบาร์เครื่องดื่มที่มักดึงดูดทั้งเหล่านักร้อง ตัวละครสุดแปลก และความวุ่นวายโกลาหลมารวมไว้ในที่เดียวกัน
กิจการแห่งนี้ดูแลโดยสองลุงหลาน ฝั่งหลานชายมีดีกรีเป็นถึงแชมป์งัดข้อระดับโลกแถมยังมีนิสัยชอบเสี่ยงโชค ผู้คนที่ผ่านไปมามักแวะเวียนมาขอท้าประลองกับเขาเสมอ ซึ่งเขาก็กวาดชัยชนะกลับไปได้ทุกครั้ง นอกจากนี้เขายังทำหน้าที่เป็นบริกรและบาร์เทนเดอร์ผู้ชื่นชอบการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับแขกเหรื่ออีกด้วย

วันหนึ่ง “ชนะ” ชายหนุ่มสุดหล่อผู้มีท่าทีเบื่อโลกและไม่ค่อยเอนจอยกับสิ่งรอบข้าง ได้เดินทางมาพักที่นี่โดยตั้งใจว่าจะมาผ่อนคลายจิตใจ แต่กลับต้องมาเจอกับวงดนตรีมากหน้าหลายตาที่แวะเวียนเข้าซ้อมเพลงไม่เว้นแต่ละวัน ชนะเริ่มไม่พอใจกับสภาพอันพลุกพล่านและเสียงอึกทึกครึกโครมภายในโรงแรม ที่มีเหล่านักดนตรีมาอาศัยใช้ห้องโถงฝึกซ้อม ทั้งวงงิ้วจีนไปจนถึงวงมโหรี

ความน่าสนใจในเชิงการเล่าเรื่องและการใช้เทคนิคภาพยนตร์ของเรื่องนี้คือการที่ผู้กำกับใช้ฉากโรงแรมที่มีห้องพักเพียงห้องเดียวทำหน้าที่คล้าย ละครเวทีในการเคลื่อนกล้อง การแช่กล้องและงานกำกับกำกับภาพสไตล์ตลกสถานการณ์หรือคล้ายๆหนังประเภทอย่างชาร์ลี แชปปลินนำมาสร้างความย้อนแย้งที่ตลกขบขันอยู่ตลอดเวลา

มิหนำซ้ำยังมีผู้คนประหลาดๆ แวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย อย่าง “ศาสตราจารย์สมพงษ์” ผู้ชอบพูดจาเหยียดหยามวงการศิลปินเมืองไทยแต่กลับเฉไฉไม่ยอมจ่ายค่าเหล้าที่ติดค้างไว้เป็นเวลานาน นับเป็นการเหน็บแนมบรรดาคนหัวสูงที่มองว่าของนอกดีกว่าของไทยได้อย่างแสบแซบ นอกจากนี้ โรงแรมสวรรค์ยังได้ต้อนรับคู่สามีภรรยาที่ล่ามโซ่ติดข้อมือกันไว้ โดยฝ่ายหญิงแนะนำตัวว่าชื่อ “ยุพดี” เพิ่งแต่งงานกับ “หม่องส่าง” ส่วนสาเหตุที่ต้องล่ามโซ่ไว้ก็เพราะพ่อสามีกลัวเธอจะหนีไปมีชู้ ก่อนที่ทั้งคู่จะขอจิบเหล้าสักกึ๊บสองกึ๊บแล้วเนียนชิ่งหนีไปอีกราย

“นี่โรงแรมหรือเปล่า”
“ใช่สิครับ…คุณชนะ คุณก็พูดอะไรตลกๆ ฮ่าๆ”
“โรงแรมชื่อว่าอะไรนะ”
“โรงแรมสวรรค์ครับ”
“หึ โรงแรมสวรรค์อะไรกัน นี่ยอดโรงแรมนรกชัดๆ!”

และนี่คือที่มาของชื่อเรื่องกับความย้อนยอกที่เสิร์ฟมาให้ผู้ชมแบบไม่หยุดยั้นตลอดหนึ่งชั่วโมงเต็ม การกระทำของเหล่าตัวละครชวนให้ทองดำกุมขมับ ขำจนไหล่สั่น ไปพร้อมๆ กับความรู้สึกประชดประชันตลอดทั้งเรื่อง

กระทั่งการปรากฏตัวของ “เรียม” หญิงสาวลึกลับที่เปิดตัวด้วยการอ้างว่าตัวเองอายุ 65 ปี มีลูก 12 คน ทำอาชีพค้าฝิ่นเถื่อนและเป็นม่าย แต่แท้จริงแล้วเธอคือหญิงสาวที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงและกล้าแสดงออก ฉากการเจอกันครั้งแรกระหว่างเรียมกับชนะทำให้อมยิ้มได้ตลอด หนังใช้จังหวะการรับ-ส่งบทสนทนา จิกกัดด้วยคำพูดอย่างเผ็ดร้อน ตัดกับบรรยากาศความ Absurd ของเรื่องได้อย่างลงตัว ที่น่าสนใจคือ หนังสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ที่ควรจะซีเรียสเคร่งเครียด ให้กลายเป็นเรื่องตลกขบขันได้อย่างน่าเหลือเชื่อด้วยคาแรกเตอร์ของเรียม

หนังพาเราไปสำรวจความวุ่นวาย ความประสาท และเคมีแบบ "ลิ้นกับฟัน" ของคู่กัดคู่นี้ ก่อนจะพาเข้าสู่อีกช่วงของเรื่อง เมื่อเหตุผลแท้จริงที่ชนะมาพักที่นี่ไม่ได้มีแค่การพักผ่อน แต่เขาทำหน้าที่เป็นสมุห์บัญชีของบริษัท ปรีดาไทย ที่ต้องมารอรับเงินค่าจ้างจำนวน 600,000 บาทเพื่อนำไปจ่ายให้แก่คนงาน “น้อย” บริกรประจำโรงแรมจึงพูดเสริมขึ้นมาว่า ขณะนี้ “เสือดิน” โจรใจเหี้ยมกำลังดักปล้นอยู่ที่หมู่บ้านข้างๆ และเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้คงดึงดูดให้เสือดินมาหาได้ไม่ยาก ด้านเรียมด้วยความก๋ากั่นและไม่เกรงกลัวใคร จึงโชว์แม่นปืนให้ดูว่าเธอรัวกระสุนได้เก่งแค่ไหนและไม่กลัวโจรหน้าไหนทั้งนั้น นั่นยิ่งทำให้ชนะไม่ชอบขี้หน้าแม่สาวปากแจ๋วคนนี้หนักขึ้นไปอีก

ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเถียงกัน โรงแรมก็ต้องต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญ ได้แก่ “เสือสิทธิ์” ผู้เป็นหัวโจก พร้อมสมุนมือรองอย่าง “ไกร” และ “เชียร” ทั้งสามรู้ว่าชนะเป็นสมุห์บัญชี แต่ไม่มีใครรู้ว่าเงินมหาศาลนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่และใครเป็นคนถือมา ความซับซ้อนยิ่งทวีคูณเมื่อเสือสิทธิ์ไม่ใช่กลุ่มเดียวที่หวังจะรวยทางลัดชั่วข้ามคืน แต่ยังมี "เสือดิน" จอมโจรสุดโหดเหี้ยมอีกคนที่จ้องจะครอบครองเงินก้อนเดียวกันนี้
เมื่อทุกคนตกอยู่ในอันตราย สถานการณ์ฉุกเฉินบังคับให้ชนะต้องพลั้งปากโกหกไปว่า เรียมคือเมียของเขา จุดนี้หนังเล่นสถานการณ์ตลกร้ายอย่างชาญฉลาด ยิ่งตัวละครพยายามโกหกเพื่อเอาตัวรอด สถานการณ์กลับบีบบังคับให้ทั้งคู่ต้องเนียนทำตัวเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ความใกล้ชิดในพื้นที่คับแคบทำให้ต่างฝ่ายต่างใจอ่อนและพูดจาอ่อนหวานใส่กันมากขึ้น พิสูจน์ให้เห็นว่าต่อให้มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น ความรักก็ยังคงบานสะพรั่งได้เสมอ เคมีนักแสดงของคุณศิรินวรรณและคุณชนะน่ารักน่าเอ็นดู ชวนให้หมั่นไส้อยากหยิกแก้ม ทุบหลัง และลุ้นให้จูบปากกัน ระหว่างนั้นพวกเขาก็ต้องช่วยกันคิดหาทางเอาชีวิตรอดจากวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

ช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายเป็นการใช้จังหวะเล่าเรื่องเอาชีวิตรอดแบบเอาตลกเข้าข่มลุ้นระทึกให้กำลังใจพวกเขารอดพ้นจากกลุ่มโจร และเชียร์ให้คู่กัดกลายเป็นคู่จริงเสียที ในที่สุดเสือดินและไกรก็เกิดหักหลังและฆ่ากันเองจนทำให้ฝั่งตัวเอกรอดมาได้ เมื่อตำรวจมาถึงตอนท้ายและแจ้งกับชนะว่า เงินมาถึงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ชนะกลับยังไม่เห็นใครนำเงินมาส่ง ตำรวจจึงระบุชื่อว่าคนที่จะนำเงินมาให้คือคนชื่อ "เรียม"

ชนะถึงกับชะงักด้วยความประหลาดใจเพราะเงินที่เขารอมาตลอดแท้จริงแล้วอยู่กับเรียม หญิงสาวปากแจ๋วที่อยู่เคียงข้างและกวนประสาทเขามาตลอดทั้งเรื่องนั่นเองแถมเธอก็ไม่ใช่แม่ค้าขายฝิ่นแต่เป็นถึงลูกสาวเจ้าของบริษัท ชนะจากชายหนุ่มปากแข็งทรงวางท่า จึงกลายเป็นคนอ่อนโยนลงทันตา แต่พอรู้ว่าเรียมเป็นลูกสาวเจ้านาย เขาก็เริ่มกังวลว่าคงยากที่จะได้เธอมาเป็นคู่ชีวิตในโลกความเป็นจริง จนเรียมต้องบ่นอุบอิบด้วยความเอ็นดู แล้วลากมือเขาไปจดทะเบียนสมรสทันที สมัยนั้นปกติหนังรักโรแมนติคควรจะจบที่นางเอกพระเอกรักกันมาตลอดหรือไม่ก็ต้องจบเศร้าไปเลย แต่รัตน์ เปสตัสยีเลือกที่เล่าให้แปลกใหม่ เสียดสีหนังรักสมัยก่อน

หลายๆ ฉากในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ขันและงานวิพากษ์สังคมของผู้สร้าง ที่มีการใช้ภาษาภาพและการเล่าเรื่องใส่กิมมิกเสียดสีวิถีชีวิตผู้คนในสมัยนั้น พร้อมทั้งล้อเลียนภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเอ่ยถึง สุภาพบุรุษเสือไทย (2492) หรือแม้แต่ ชั่วฟ้าดินสลาย (2498) 

แม้ในยุคสมัยนั้นตัวหนังจะไม่ประสบความสำเร็จในแง่รายได้และความนิยมเท่าที่ควร ทว่าเมื่อนำกลับมารับชมใหม่อีกครั้ง ก็ยังคงรู้สึกได้ถึงความคมคาย ภาพและจังหวะคอมเมดี้ที่ทันสมัย ทั้งในแง่ของการใช้อารมณ์ขันแบบการประชดประชันเสียดสีและความแปลกใหม่ที่กล้าก้าวออกจากกรอบละครโรแมนติกคอมเมดี้เดิมๆ ในยุคนั้น ที่สำคัญ บทภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ มิได้ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อดังเล่มใด

ปัจจุบัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการจัดจำหน่ายในรูปแบบ DVD โดย มูลนิธิหนังไทย เป็นผู้ถือครองลิขสิทธิ์ ร่วมกับผลงานเรื่องอื่นๆ ที่กำกับและอำนวยการสร้างโดย รัตน์ เปสตันยี นอกจากนี้ ยังได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 ภาพยนตร์ไทยที่คนไทยควรดู โดยหอภาพยนตร์แห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2548 และได้รับขึ้นทะเบียนเป็น 1 ใน 25 มรดกภาพยนตร์ของชาติโดยหอภาพยนตร์แห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2554 อีกด้วย

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ทองดำดูหนัง #28 อรุณกาล(2026) ผมจะจดจำคุณตลอดไป

ทองดำดูหนัง #1 It Was Just Accident แค่อุบัติเหตุ...ที่ตั้งใจ

ทองดำดูหนัง #17 The Drama ชีวิตคู่สุดวายป่วงกับศีลธรรมอันดีงามในโลกยุคใหม่