ทองดำดูหนัง #8 Accepted(2006) ระบอบมหาวิทยาลัยห่วยแตกหรือเราเองที่ห่วย?

Accepted(2006) ไม่รับไม่ว่า พวกเราสร้างเอง!
Directed By Steve Pink
เรื่องราวของเด็กหนุ่ม บาร์เทิลบี ที่เพิ่งจบไฮสคูลมาหมาดๆและจำเป็นต้องเรียนต่อมหาลัยแต่ไม่มีที่ไหนรับเขาสักที บีจึงสร้างมหาลัยขึ้นมาซะเองเลย แรกๆสร้างมาเพื่อให้ก๊วนเพื่อนและพ่อแม่ของเขาสบายใจ จู่ๆคนก็แห่มาสมัครกันเยอะมากขึ้นจนต้องเปิด 
“มหาลัยจริงๆ” ขึ้นมา

ตัวละครสำคัญ

บาร์เทิลบี เด็กหนุ่มผู้มีความคิดนอกกรอบที่มองว่ามหาลัยเป็นเรื่องไร้สาระและไม่จำเป็น ที่จำใจต้องเข้าเพราะพ่อแม่มองว่ามหาลัยคือแหล่งความรู้ชั้นยอดและยกระดับสถานะทางสังคมให้ดูดี

ชเรเดอร์ เพื่อนซี้ของบาร์เทลบีที่อยากเข้ามหาลัยชั้นนำอย่าง ฮาร์มอน ตามครอบครัวเพราะอยากพิสูจน์ว่าตัวตนของตนเองมีคุณค่าแค่ไหนในสังคมนี้และอยากให้พ่อกับแม่ภูมิใจ

ลุงเบน อดีตอาจารย์มหาลัยฮาร์มอนที่เบื่อหน่ายกับระบบมหาลัยในอเมริกาจนเขาปล่อยตัวปล่อยใจจนโดนไล่ออกมาเป็นพนักงานขายรองเท้า ต้องมาช่วยบีและชเรเดอร์โดยการปลอมตัวเป็นอธิบดี

โรรี่ เด็กสาวผู้มีความฝันตั้งแต่เกิดว่าต้องเข้ามหาลัยชื่อดังอย่าง เยล เท่านั้น แต่เมื่อมหาลัยปฎิเสธ ชีวิตเธอก็ไร้จุดหมายจึงหันมาร่วมทีมกับบีแทน

แดริล เด็กหนุ่มผิวดำสายกีฬาที่ติดโควต้านักกีฬาแต่ดันมาเจ็บขาทำให้ไม่สามารถเข้าไปเรียนต่อมหาลัย เขาจึงจับผลัดจับพลูมาร่วมทีมสร้างมหาลัยด้วย

เกลน เด็กหนุ่มสายซื่อที่ใช้ชีวิตตรงไปตรงมาที่ไม่แม้แต่จะสอบผ่านเรียนจบด้วยซ้ำ ทำให้เขามาร่วมวงกับชาวแก๊งค์แบบงงๆ

หนังเรื่องนี้ทองดำกะจะดูเอาตลกๆจากการคลายเครียดแต่เมื่อรับชมไปได้ 20 นาทีของเรื่องนี้รู้สึกตกหลุมรักคอนปเซปของมันเสียได้ หนังอะไรวิจารณ์ระบบการศึกษาได้อย่างเจ็บแสบขนาดนี้ จากเด็กผู้ชายคนหนึ่งทีอยากแค่ให้พ่อแม่สบายใจสักทีว่าเขามีที่เรียนแล้วกลับกลายเป็นผู้ปฎิวัติระบบอุดมศึกษาอย่างเจ๋ง 

หากจะว่ากันตามตรงแล้ว มหาลัย หรือ มหาวิทยาลัย ตามพจนานุกรมแปลว่าที่อยู่ของวิชาการหรือผู้มีความรู้ แต่ความรู้ของคนเราจัดไว้ที่ระดับไหนกัน ความรู้ของบาร์เทิลบีหรือเกลนไม่ใช่ความรู้อย่างแท้จริงหรือ

ต้นกำเนิดของ "มหาวิทยาลัย" (University)
เกิดจากการรวมกลุ่มของนักวิชาการเพื่อความเจริญงอกงามทางปัญญา ทว่าในบริบทของสังคมไทย การศึกษาระดับสูงในสมัยโบราณถูกจำกัดอยู่เพียงกลุ่มชนชั้นนำ จนกระทั่งมีการวางรากฐานผ่าน 5 ระยะสำคัญ ตั้งแต่การสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในรัชสมัยที่ 6 เพื่อผลิตบุคลากรเข้ารับราชการ ไปจนถึงการขยายโอกาสสู่ภูมิภาคและการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเปิดในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ใครก็สามารถ "โด่งดัง" และสร้างรายได้บนโลกออนไลน์ได้โดยไม่ต้องพึ่งใบปริญญา มหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม ทว่าในโลกของทุนนิยม ปริญญายังคงเป็น "ตั๋วเครื่องบิน" ใบสำคัญสำหรับชนชั้นรากหญ้า หากปราศจากการศึกษา 

พวกเขาอาจถูกจำกัดสิทธิอยู่เพียงแรงงานระดับล่าง แต่หากมีวุฒิการศึกษาที่ตอบโจทย์ตลาด ก็อาจเป็นโอกาสในการยกระดับฐานะสู่ชนชั้นกลาง แม้สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเลือกทางใด ทุกคนก็ยังคงหนีไม่พ้นการเป็น "แรงงาน" ในระบบอยู่ดี

"เราจะเรียนมหาวิทยาลัยไปเพื่ออะไร ในเมื่ออาจารย์ยังสอนแต่น่าเรื่องน่าเบื่อ?"

คำถามสั้นๆ จากตัวละครหลักในหนังเรื่อง Accepted สะท้อนความจริงอันน่าเจ็บปวด เมื่อมหาวิทยาลัยที่ควรจะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ กลับกลายเป็นโรงงานผลิตบัณฑิตที่ยึดติดกับเกรดเฉลี่ยและการท่องจำ 
แม้จะจบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่ในโลกการทำงานจริง บัณฑิตเหล่านี้อาจเป็นเพียงฟันเฟืองตัวหนึ่งที่ระบบจะใช้งานอย่างหนักเมื่อไหร่ก็ได้

แนวคิด "นักศึกษา = อาจารย์" 
(ที่ตัวละครในเรื่องนำเสนอ) 

เป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่งเพราะมหาลัยทั่วไปมองว่านักศึกษามาเพื่อเรียน อาจารย์ต่างหากควรให้ความรู้แต่ว่าความรู้ที่อาจารย์ให้เรานั้น บางอย่างมันก็ไม่ถูกต้องในทรรศนะเราอยู่ดีในบางครั้ง เมื่อเทียบกับความเป็นจริงในรั้วมหาวิทยาลัยไทยที่นักศึกษายังต้องจำนนต่อระบบที่ล้าหลังและบุคลากรที่ไม่ยอมปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไป 

จนเกิดคำถามสำคัญว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะนิยามคำว่า "การศึกษาที่แท้จริง" กันใหม่?
บาร์เทิลบีจึงทำการปฎิวัติมหาลัยของเขาเสียใหม่โดยการให้ทุกคนมาเขียนลงบอร์ดว่า 

“เราอยากจะเรียนอะไรดี” 

ทุกคนรู้สึกตื่นตาตื่นใจเพราะไม่เคยเจอมาก่อน 
ทุกคนต่างมาเขียนวิชาที่อยากเรียนเต็มที่ 
เช่น วิชาไม่ทำอะไรเลย 220 วิชาปล่อยตัวไปกับงานศิลปะ วิชาทำอาหารมั่วๆแม้กระทั่งวิชาร็อคหน้าสั่น พอเราฟังวิชาเหล่านี้อาจรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างว่า เรียนแล้วไปทำอะไร? 

คำถามที่ตัวหนังถามเราไม่ใช่จบแล้วทำอะไร หากแต่เป็นคุณเรียนแล้วจะใช้ประโยชน์อย่างไรต่างหาก

แม้สหรัฐอเมริกาจะเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักศึกษาทั่วโลก แต่ในความเป็นจริง ชาวอเมริกันจำนวนมากกลับต้องเผชิญกับวิกฤตค่าธรรมเนียมการศึกษาที่สูงเกินเอื้อม จนหลายคนจำต้องหลุดออกจาก "ระบบการศึกษา" อย่างน่าเสียดาย 
ผนวกกับขั้นตอนการคัดเลือกที่ซับซ้อนและนโยบายวีซ่าที่ผันผวน ทำให้ความคุ้มค่าของใบปริญญาเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น

เรามักเห็นดาราฮอลลีวูดหลายคนเลือกเดินตามความฝันทันทีที่ค้นพบพรสวรรค์ โดยยอมแลกกับการทำงานบริการในร้านอาหารเพื่อประทังชีวิต ซึ่งไม่ต่างจากบริบทของสังคมไทยเท่าใดนัก 

ทว่าความน่ากังวลของไทยคือ หากคุณหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว โอกาสในการกลับมานั้นริบหรี่เหลือเกิน หากไม่ดิ้นรนกู้ยืมเงิน (กยศ.) หรือทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อส่งตัวเองเรียน ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือการถูกตีตราว่าเป็น 
"แรงงานไร้ฝีมือ" (Unskilled Labor) — คำนิยามใจดำที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบอบทุนนิยมเพื่อกดขี่คุณค่าความเป็นมนุษย์และกัดกินระบบการศึกษาให้กลายเป็นเพียงโรงงานผลิตแรงงานราคาถูก

ในบทสรุปของเรื่อง Accepted แม้ความจริงจะปรากฏว่ามหาวิทยาลัยของบาร์เทิลบีและก๊วนเพื่อนเป็นเพียงเรื่องลวงโลกจนนำไปสู่การถูกสั่งปิด 

แต่จุดพลิกผันสำคัญคือการที่ชเรเดอร์ เพื่อนรักที่เคยถูกระบบ "โซตัส" (SOTUS) ในมหาวิทยาลัยชื่อดังกดขี่ กลับมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงและพยายามผลักดันให้สถาบันแห่งนี้ได้รับ "การรับรองวิทยฐานะ" เพื่อเปิดทำการสอนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บาร์เทิลบีได้ทิ้งคำถามที่สั่นสะเทือนถึงแก่นแท้ของการศึกษาไว้ว่า 

“สุดท้ายแล้วความฝันของคุณคืออะไร? บางทีความฝันของเพื่อนผมอาจเป็นเพียงการได้เป็นนักมายากลที่เก่งที่สุดก็ได้” 

ประโยคนี้เป็นการตบหน้าหน้าบรรดาสถาบันการศึกษาที่พยายามหล่อหลอมทุกคนให้กลายเป็นหุ่นยนต์พิมพ์นิยม เพราะหัวใจของการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่การนั่งฟังคำบรรยายที่น่าเบื่อ การทำกิจกรรมที่ไม่ยินยอมโดยแลกกับศักดิ์ศรีตัวเอง
 เพื่อแลกกับกระดาษหนึ่งแผ่นที่เรียกว่าเกรดเฉลี่ยหรือคอนเนคชั่น 

มหาลัยควรเป็นพื้นที่เสรีที่อนุญาตให้มนุษย์ได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะทำเงินได้มหาศาลหรือเป็นเพียงความสุขเล็กๆ อย่างการเล่นมายากลก็ตาม เพราะท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ควรมีสิทธิที่จะนิยาม "ความสำเร็จ" ของตนเอง มากกว่าจะให้ระบบทุนนิยมมาขีดเส้นใต้ว่าเรามีค่าเพียงแค่ระดับการศึกษาที่จบมา

สุดท้าย ปาฏิหาริย์แห่งความมุ่งมั่นก็เกิดขึ้น เมื่อคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้สถาบันแห่งนี้ได้รับสิทธิทดลองเปิดทำการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความปีติยินดี ทุกคนต่างได้กลับไปใช้ชีวิตและเดินตามสิ่งที่ตนเองหลงใหลอย่างแท้จริง

แม้โลกความเป็นจริงอาจจะโหดร้ายกว่าในภาพยนตร์ และบัณฑิตจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้ประกอบอาชีพตรงตามสาขาที่เรียนมา หรือไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองปรารถนาในตอนต้น 

แต่ใครจะรู้ล่ะค่ะ... 
ทองดำและเพื่อนผู้อ่านทุกคน วันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะเติบโตจนมองข้ามกรอบเกณฑ์เหล่านั้นไปก็ได้ 

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความหมายของการศึกษาอาจไม่ใช่เพียงการคว้าใบปริญญาเพื่อไปเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองในระบบทุนนิยม แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเอง และกล้าที่จะรักษา "จิตวิญญาณ" ของเราเอาไว้ ไม่ว่าสังคมจะพยายามตีค่าเราด้วยระดับการศึกษาแบบไหนก็ตาม








ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ทองดำดูหนัง #28 อรุณกาล(2026) ผมจะจดจำคุณตลอดไป

ทองดำดูหนัง #1 It Was Just Accident แค่อุบัติเหตุ...ที่ตั้งใจ

ทองดำดูหนัง #17 The Drama ชีวิตคู่สุดวายป่วงกับศีลธรรมอันดีงามในโลกยุคใหม่